ตอนที่ 11 : ร้านขายยาแบบเร่งด่วน


เบื้องหน้าเขาไม่ไกลนัก เมิ่งฮ่าวเห็นใครบางคนร้องขอความช่วยเหลือ ก่อนที่ผู้นั้นจะสามารถออกจากที่ราบสูง บุรุษร่างสูงใหญ่ก็ซัดกระบี่บินไปปักที่คอของมัน ร่างมันล้มลงไปที่พื้นโลหิตพุ่งกระจาย พ่นลมหายใจออกมาเฮือกสุดท้ายจากนั้นก็ตายไป บุรุษร่างสูงใหญ่หยิบถุงเก็บสมบัติของมันขึ้นมา จากนั้นก็หันหลังเดินกลับไปในเขตส่วนรวม เมิ่งฮ่าวมองฉากที่น่ากลัวตรงหน้า จากนั้นก็สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นบนที่ราบสูงเพิ่มเติม เสียงการเข่นฆ่าลอยมาตามสายลม พร้อมทั้งกลิ่นคาวโลหิตที่ลอยมากระทบจมูกเมิ่งฮ่าว “บางคนสามารถรวยในชั่วข้ามคืน ณ ที่แห่งนี้ แต่ก็อันตรายอย่างยิ่ง สำหรับการฝึกตน หินลมปราณ ทุกคนเอาชีวิตมาเสี่ยง แน่นอนว่ามันไม่คุ้มแม้แต่น้อย”เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว เขาฝึกเกือบถึงระดับสูงสุดของขั้นสามในการรวบรวมลมปราณ แต่ที่แห่งนี้วุ่นวายเกินไป สามารถบาดเจ็บได้ง่ายมาก และถ้าเขาถูกแย่งชิงถุงเก็บสมบัติไป ก็จะส่งผลกระทบในระยะยาว เมิ่งฮ่าวคิดถึงหินลมปราณที่ขาดแคลนในถุงของเขา ถ้าเขาต้องพึ่งพาการแจกจ่ายหินลมปราณจากสำนัก ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่ปีกว่าเขาจะฝึกสำเร็จถึงระดับสูงได้ เขามองขึ้นไปที่กลุ่มผู้ฝึกตนบนที่ราบสูง พวกมันกำลังต่อสู้กันอย่างดุร้าย แต่ละคนล้วนแต่มีอาการบาดเจ็บจากบาดแผล ทันใดนั้น เมิ่งฮ่าวก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้ ความคิดเขายิ่งมายิ่งกระจ่างชัดขึ้น สายตาเริ่มทอประกายแวววาว เขาหันหลังกลับ และเดินจากไปอย่างเร่งรีบ ไม่ได้กลับไปที่ถ้ำแห่งเซียนภูเขาทิศใต้ แต่ลงไปที่เขตพื้นที่ของสำนักสายนอก เขาเดินเลาะเลียบสี่เหลี่ยมจัตุรัสหลัก ในไม่ช้าก็มาถึงอาคารแห่งหนึ่ง อาคารหลังนี้แลดูเก่าแก่โบราณ ล้อมรอบไปด้วยกลิ่นของตัวยา เหนือประตูมีตัวอักษรอ่านได้ว่า ร้านขายยาสำหรับผู้ฝึกตน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาที่นี่ แท้จริงแล้ว ตั้งแต่เดือนแรกหลังจากที่เขาได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอก เขาก็มาที่นี่เพื่อสำรวจดูว่าเม็ดยาใดบ้างที่ลดราคา มันเป็นช่วงที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับเม็ดยาแก้หิว ที่สามารถป้องกันความหิวได้หลายวัน หากกินเข้าไปเพียงหนึ่งเม็ด ที่นี่ใช้หินลมปราณและยาเม็ดรวบรวมลมปราณเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน น่าเสียดายที่อัตราการแลกเปลี่ยนไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น… Continue reading ตอนที่ 11 : ร้านขายยาแบบเร่งด่วน

ตอนที่ 10 : หวังเถิงเฟย


ปลายเดือนเก้า อากาศร้อนอบอ้าว ไร้วี่แววว่าจะหายร้อน แต่กลับร้อนมากยิ่งขึ้น เขตทิศใต้ของดินแดนหนานซาน ในแคว้นจ้าว อากาศจะเริ่มเย็นลงราวๆ ช่วงเดือนสิบเอ็ด จนถึงปีใหม่ฤดูหนาวก็มาเยือน เช้าวันหนึ่งยามรุ่งอรุณ เมิ่งฮ่าวออกมาจากถ้ำแห่งเซียน สองตาสาดประกาย เต็มไปด้วยความมุ่งหวังในอนาคต “พลังการฝึกตนของข้าใกล้ถึงจุดสูงสุด ในระดับขั้นสามของการรวบรวมลมปราณแล้ว” เขากล่าว สูดลมหายใจเข้าลึกๆ “แม้ว่าข้าจะไม่ใช่ผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งในศิษย์สายนอก แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครที่จะสามารถรังแกข้าได้อีก” เขามองไปยังที่ห่างไกล สายลมแห่งขุนเขาพัดเส้นผมเขาพริ้วขึ้นมา ทำให้ดูแล้วมีเสน่ห์งดงามอย่างยิ่ง จากนักศึกษาผู้ตกยาก ได้เข้าสู่วิถีแห่งเซียน เมื่อเขาคิดย้อนกลับไป กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันเก่าๆ ที่ผ่านมา มันดูเหมือนเกือบจะไม่ใช่ความจริง “แย่จริง ข้ามีหินลมปราณไม่เพียงพอ แล้วยาเม็ดรวบรวมลมปราณก็ไม่ได้เข้มข้นพอที่จะใช้…” ความตื่นเต้นของเขาเปลี่ยนเป็นความผิดหวัง เมื่อเขาคิดไปถึงหินลมปราณ “เจ้าอ้วน, หวังโหย่วฉาย และเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาอีกคน” เมิ่งฮ่าวพึมพำกับตัวเอง “พวกเราทั้งสี่เข้ามาที่สำนักเอกะเทวะพร้อมกัน ข้าสงสัยเหลือเกินว่า ตอนนี้พวกเขาจะเป็นอย่างไรกันบ้าง” เขาโคจรพลังลมปราณไปทั่วร่าง เคลื่อนร่างไปอย่างรวดเร็วคล้ายประกายไฟ ทันใดนั้นก็ตรงไปยังภูเขาด้านทิศเหนือ ภูเขาทิศตะวันออก ใต้ ตะวันตก และทิศเหนือของสำนักเอกะเทวะ สูงชันราวกับจะทะลุท้องฟ้า ปกคลุมไปด้วยศาลาที่แกะสลักจากหยก ถ้ามองไปที่ภูเขาในระยะใกล้ ก็จะสามารถมองเห็นรัศมีของแสงแห่งรุ่งอรุณ เริ่มส่องประกายปกคลุมไปทั่วยอดเขา เมฆขาวลอยคลอเคล้าตามขุนเขา เพิ่มความลึกลับให้กับภูเขา ดูเหมือนกับเป็นสถานที่ของเทพเซียนอย่างแท้จริง… Continue reading ตอนที่ 10 : หวังเถิงเฟย

ตอนที่ 9 : สิ้นสุดความอดทนและการทำลายล้าง


ด้วยการใช้วิชานี้ที่ระดับขั้นสาม ช่วยให้จ้าวอู่กังมีความแข็งแกร่ง และความเร็วเพิ่มมากขึ้น ด้วยรอยยิ้มที่ดูน่ากลัว มันกระโจนเข้าใส่เมิ่งฮ่าว กรงเล็บอันแหลมคม ส่องประกายภายใต้แสงอาทิตย์ มันยิ้มด้วยความมั่นใจว่า ความกลัวจะช่วยชะลอความเร็วของเมิ่งฮ่าวไว้ อาจจะหนีไปได้ชั่วขณะ แต่ไม่มีทางรอดเด็ดขาด “วิ่ง” จ้าวอู่กังหัวเราะด้วยรอยยิ้มที่ดุร้าย พลังเสียงของมันดังกระหึ่มไปทั่ว “เจ้าไม่มีทางหนีรอดจากจ้าวอู่กังผู้นี้ได้” เมื่อจ้าวอู่กังได้กลายร่างเป็นสัตว์อสูร เมิ่งฮ่าวได้หนีขึ้นไปข้างหน้า เขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยหางตา และความรู้สึกประหลาดใจก็แสดงออกทางสีหน้า แต่หลังจากนั้นเหมือนว่าได้คิดถึงบางอย่าง สีหน้าก็เปลี่ยนไป การกลายร่างนี้ดูแล้วเหมือนกับสัตว์อสูร ที่ถูกระเบิดโดยกระจกทองแดงเป็นอย่างยิ่ง ในความเป็นจริง จ้าวอู่กังมีขนที่ยาวและดกหนาบนร่างมากกว่าสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ที่เคยเจอมาซะอีก เมิ่งฮ่าวมองไปที่จ้าวอู่กัง อย่างระมัดระวังด้วยสีหน้าแปลกๆ ขนสีทองที่ดกหนาทำให้มัน ดูเหมือนเป็นราชาของสัตว์อสูร เมื่อจ้าวอู่กังมองเห็นสีหน้าของเมิ่งฮ่าว มันเกิดความรู้สึกประหลาดใจ เมื่อมันก้าวเข้าสู่ขั้นสามของการรวบรวมลมปราณ มันได้พยายามฝึกการเปลี่ยนร่างมาหลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เปิดเผยให้บุคคลอื่นเห็น สีหน้าแปลกๆ ของเมิ่งฮ่าว ทำให้มันรู้สึกโกรธ จนต้องส่งเสียงร้องคำรามออกมา แววตาสังหารปรากฎขึ้นในดวงตา “ข้าคิดว่า…เจ้าคงจะชอบกระจกทองแดงบานนี้นะ” เมิ่งฮ่าวกล่าว มองดูจ้าวอู่กังในร่างสัตว์อสูร พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น เขาตระหนักดีว่าต้องรักษาระยะห่างไว้ จึงก้าวถอยหลังไปหลายก้าวพร้อมกับยื่นมือขวาเข้าไปในถุงเก็บสมบัติ ทันใดนั้นกระจกทองแดงก็ปรากฎขึ้น ด้วยสีหน้าแปลกๆ ที่ยังคงปกคลุมอยู่บนใบหน้า เขาส่องกระจกไปบนร่างที่เต็มไปด้วยขนสีทองของจ้าวอู่กัง ทันทีที่กระจกเริ่มส่องประกาย เมิ่งฮ่าวรู้สึกถึงคลื่นความร้อนที่เขาไม่เคยรับรู้มาก่อน นี่เป็นคลื่นความร้อนที่มีพลังแข็งแกร่งมากกว่าที่เคยรู้สึก ในการเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ราวกับว่ากระจกมีความกระหายที่จะปลดปล่อยพลังออกมามากกว่าครั้งก่อนหน้านี้… Continue reading ตอนที่ 9 : สิ้นสุดความอดทนและการทำลายล้าง

ตอนที่ 8 : จ้าวอู่กัง


“ยังมีเวลาอีกตั้งหนึ่งเดือน แต่ในช่วงหนึ่งเดือนนี้ ข้าต้องต่อสู้เพื่อที่จะเพิ่มระดับของการรวบรวมลมปราณให้ได้อีกหนึ่งขั้น” เขาหยิบกระจกทองแดงใส่กลับไปในถุงเก็บสมบัติอย่างระมัดระวัง เขารู้ดีว่าต้องไม่ให้ใครรู้ถึงความสามารถของมัน มิเช่นนั้นเขาคงเก็บรักษามันไว้ไม่ได้ จนถึงขั้นเสียชีวิต ถ้ามีใครมาแย่งชิงมันไป เขามองลงไปที่ตัวเอง เห็นสิ่งปฏิกูลที่เคลือบอยู่ทั่วร่าง ในขณะที่กำลังตื่นเต้น เขาเกือบลืมไปว่าทั้งตัวเขาเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก แต่ตอนนี้เขาระงับสติอารมณ์ลงได้แล้ว เขาจึงเดินออกไปนอกถ้ำ ไปล้างคราบปฏิกูลที่ลำธารใกล้ๆ ถ้ำแห่งเซียน เมื่อถึงเวลากลับ ท้องฟ้าก็เริ่มสว่าง เขาหยิบตำรารวบรวมลมปราณออกมา และเริ่มศึกษามันอีกครั้ง “เมื่อถึงขั้นสองของการรวบรวมลมปราณ ก็ใช้ความสามารถแห่งเซียนได้ เมื่อถึงขั้นห้า ก็สามารถเรียนรู้วิธ๊การเดินบนอากาศ ซึ่งเป็นความสามารถแห่งเซียนที่คล้ายกับการเหาะ” เมิ่งฮ่าวปิดตาลง รู้สึกมุ่งหวังอย่างแรงกล้า ที่จะเรียนรู้การเดินบนอากาศ ในขั้นห้าของรวบรวมลมปราณ ในทันใดนั้น เขาก็รู้สึกว่าอุณหภูมิได้เพิ่มสูงขึ้น เต็มไปทั้งห้องในถ้ำแห่งเซียน จากนั้นเปลวไฟก็ปรากฎขึ้นบนมือขวาของเขา ด้วยความรู้สึกแบบมนุษย์ธรรมดา เขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก จนเปลวไฟดับลงไป เมิ่งฮ่าวรีบระงับสติ และโคจรลมปราณในร่าง แต่น่าเสียดาย จนถึงยามบ่าย หลังจากพยายามไปสิบกว่าครั้ง เขาก็ยังทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า สร้างประกายไฟได้เพียงเล็กน้อย หลังจากนั้นพลังลมปราณในร่างก็กระจัดกระจาย ไม่สามารถรวมตัวกันได้ “มันยากที่จะใช้วิชาเปลวไฟแห่งงู” เมิ่งฮ่าวกล่าวพร้อมขมวดคิ้ว แต่เขาเป็นคนมีนิสัยดื้อดึง และมิใช่คนที่หมดกำลังใจไปง่ายๆ ดังนั้นเขาจึงฝึกการหายใจไปซักพัก ก่อนที่จะพยายามอีกครั้ง ราตรีผ่านไป อรุณรุ่งมาเยือนอีกครั้ง เมิ่งฮ่าวพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าติดต่อกันสองวัน แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง… Continue reading ตอนที่ 8 : จ้าวอู่กัง

ตอนที่ 7 : ข้าต้องการหินลมปราณ


เมิ่งฮ่าวเดินไป จิตใจก็ตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทางที่เดินผ่านมาเต็มไปด้วยโลหิตและซากศพ เป็นโลหิตและซากของสัตว์ป่า ซึ่งก้นเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง “ปัง!” สัตว์หน้าขนอีกตัวตรงหน้าเขา กรีดร้องโหยหวน ราวกับโดนกำลังที่มองไม่เห็นโจมตีอย่างรุนแรงที่ด้านหลัง จนมันระเบิดขึ้น ส่งผลให้เกิดหมอกโลหิตกระจายไปในอากาศ “บูม!” เจ้าแร้งยักษ์ที่บินอยู่ ยังไม่ทันได้ลงมาที่พื้น ก็ส่งเสียงร้องโหยหวน ราวกับพบเจอฝันร้าย จากนั้นก้นก็เกิดการระเบิด “ปัง, บูม” พยัคฆ์ดุร้ายขนาดเท่าคน กำลังกระโดดตะปบเมิ่งฮ่าว ในกลางอากาศ มันส่งเสียงคำรามออกมาอย่างน่ากลัว แต่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเสียงร้องโหยหวน เมื่อก้นของมันระเบิดออก โลหิตกระจายเป็นละอองฝนไปทั่ว อาจบางทีเนื่องจากมันมีขนดกเต็มไปทั่วตัว จึงทำให้มีการระเบิดติดต่อกันถึงห้าครั้ง “ช่างเป็นของวิเศษที่แปลกนัก” ก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะไขความลับของกระจก ฟ้าก็มืดค่ำลง เขามองลงไปที่กระจกทองแดงในมือ ตลอดทั้งวันเขาได้ระเบิดก้นของสัตว์มากกว่าร้อยตัว โชคดีที่เขามาในภูเขาที่มีสัตว์ป่าหลากหลาย มิเช่นนั้นกลิ่นคาวของโลหิตและซากศพคงกระจายไปทั่ว “เมื่อคิดดูแล้ว กระจกนี้ก็ไม่ได้มีความสามารถเต็มที่ เมื่อไปทดสอบกับงู แล้วก็ปลา มันไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ดูเหมือนว่ามันไม่มีผลกับสัตว์ขนาดเล็ก แต่มันก็ยังน่ากลัวอยู่ดี” เมิ่งฮ่าวได้ลองในหลายรูปแบบ ก็พบว่ามันไม่บังเกิดผลเมื่ออยู่ในถุงเก็บสมบัติ มันทำงานเมื่อเขาถือมันอยู่ในมือ เขายังรู้สึกแปลกใจ และตื่นเต้นเมื่อมันทำให้ก้นของสัตว์ป่าเกิดระเบิดขึ้น พร้อมทั้งดูเหมือนว่ารอยกัดกร่อนรอบกระจกก็เริ่มเลือนหายไป เหมือนกับว่ามันได้ถูกซ่อนไว้นานปี และในที่สุดก็ได้แสดงความสามารถออกมาซะที เมื่อความมืดมาเยือน เมิ่งฮ่าวก็พบว่าได้อยู่ห่างไกลจากภูเขาถ้ำแห่งเซียนมามาก ลมกลางคืนพัดมา ทำให้รู้สึกตื่นเต้น ภูเขาบริเวณนี้เต็มไปด้วยสัตว์ป่า… Continue reading ตอนที่ 7 : ข้าต้องการหินลมปราณ

ตอนที่ 6 : ความเบิกบานของกระจกทองแดง


ศิษย์พี่หญิงฉื่อ เป็นที่รู้จักกันดีในสำนักเอกะเทวะ ในความเป็นจริง สามารถกล่าวได้ว่าทุกคนรู้จักนาง เนื่องจากในตอนนี้ สำนักเอกะเทวะมีศิษย์สายในเพียงสองคนเท่านั้น นอกจากศิษย์พี่หญิงฉื่อ ศิษย์สายในอีกคนก็คือบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายซ่างกวนซิว หลังจากที่ศิษย์พี่หญิงฉื่อให้เมิ่งฮ๋าวยืมใช้ถ้ำแห่งเซียน ทุกคนในพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสก็ได้แต่ยืนมองเมิ่งฮ่าวเดินจากไปพร้อมหินลมปราณ และยาเม็ดเพิ่มลมปราณ ด้วยความเกรงกลัวต่อศิษย์พี่หญิงฉื่อ ชั่วเวลาธูปไหม้หมดไปสามดอก เมิ่งฮ่าวเดินโดยไม่หยุดพัก เขาไม่ได้กลับไปที่ห้องในพื้นที่ของศิษย์สำนักสายนอก แต่เดินตามแผ่นหยกขาว ที่ศิษย์พี่หญิงฉื่อให้มา ตรงไปที่ภูเขาทิศใต้ ถ้ำแห่งเซียนอยู่ตรงตีนเขา นอกถ้ำ มีก้อนหินใหญ่สองก้อนซ้อนกันเป็นหอสูง ถัดไปเป็นทางขึ้นเขา ปากถ้ำปกคลุมด้วยต้นไม้และเถาวัลย์ มีแต่สีเขียวเต็มไปหมด ดูเหมือนจะเป็นสถานที่พิเศษ ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบ้านสองหลังของเมิ่งฮ๋าวก่อนหน้านี้ บริเวณรอบๆ ให้ความรู้สึกสงบและเย็นฉ่ำ ไม่ไกลออกไป มีธารน้ำจากภูเขาไหลลงมา สายลมพัดพาอากาศบริสุทธิ์ และความหนาวเย็นลงมา เมิ่งฮ่าวยืนตรงหน้าทางเข้าของถ้ำแห่งเซียน มองทุกสิ่งรอบๆ ทำให้เข้าใจได้ว่าถ้ำแห่งนี้ล้ำค่ามากเพียงใด เมื่อเทียบกับบ้านหลังอื่นๆ มิน่า ศิษย์สำนักสายนอกทุกคนถึงได้อิจฉาตาร้อนเมื่อศิษย์พี่หญิงฉื่อให้เขายืมใช้ “ที่นี่เป็นสถานที่สำหรับเซียนโดยแท้” เมิ่งฮ่าวกล่าว เขาโบกมือขวา แผ่นหยกสีขาวก็ลอยตรงไปที่หน้าประตูหินสีเขียวของถ้ำ ตบไปที่ผิวประตูหิน ก็เกิดเสียงครืนดังในอากาศ เหมือนประตูกำลังเปิดช้าๆ ด้านในถ้ำไม่ได้ใหญ่มาก มีแค่สองห้อง ห้องหนึ่งสำหรับฝึกรวบรวมลมปราณ อีกห้องถูกปิดด้วยประตูหิน เมิ่งฮ่าวเดินเข้าไป ประตูหินสีเขียวก็เลื่อนปิดลงช้าๆ เมื่อปิดสนิทแผ่นหยกขาว ก็ลอยลงไปในมือเมิ่งฮ่าว ครั้นแล้ว แสงเรืองอ่อนก็เริ่มส่องประกายจากก้อนหินขรุขระที่อยู่บนเพดาน ยิ่งเมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆ มากเท่าไหร่… Continue reading ตอนที่ 6 : ความเบิกบานของกระจกทองแดง

ตอนที่ 5 : เด็กผู้นี้ ไม่เลวเลย


“ถึงคราวของอาจารย์ลุงซ่างกวนเป็นผู้แจกเม็ดยาแล้ว พร้อมด้วยศิษย์สายใน ศิษย์พี่หญิงฉื่อ และศิษย์พี่เฉิน พวกมันมาด้วยกัน เจ้าน่าจะได้เห็นแบบนี้ไม่บ่อยนัก อย่าบอกนะว่า จะมีการแจกเม็ดยาเฉพาะคนในเวลานี้” “น่าจะเป็นเช่นนั้น ดูสิ ศิษย์พี่หานจงอยู่ที่นั่น มันอยู่ในอันดับสองของศิษย์สายนอก พื้นฐานการฝึกตนของมัน บรรลุถึงขั้นห้าของการรวบรวมลมปราณแล้ว ถ้ามันถึงขั้นที่เจ็ด ก็จะกลายเป็นศิษย์สายในโดยทันที แย่ยิ่งนัก ศิษย์พี่หวังเถิงเฟย ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย” “ด้วยความสามารถของศิษย์พี่หวังเถิงเฟย มันไม่สนใจเม็ดยาแม้แต่น้อย ในปีที่มันเข้าสังกัดสำนัก มันก็กลายเป็นจุดสนใจในกลุ่มผู้อาวุโส มันเชื่อถือเพียงตนเอง ในการคัดเลือกเข้าเป็นศิษย์สายใน มันคงได้เป็นศิษย์สายในคนที่สามเป็นแน่” “ฮิ ฮิ, น่าจะสนุกไม่น้อย การแจกเม็ดยาเฉพาะคน เม็ดยาถูกป้องกันไม่ให้ใช้ในเวลาสิบสองชั่วยาม ทุกๆ หนึ่งชั่วยาม เม็ดยาจะส่องแสงสว่าง ใครก็ตามที่ต้องการแย่งชิงเพื่อให้ได้เม็ดยานั้น ก็จะสามารถรู้ตำแหน่งของมัน แม้ว่าเจ้าจะได้เม็ดยานั้นและวิ่งหนีไป เจ้าก็ไม่อาจเก็บและซ่อนมันไว้จนครบสิบสองชั่วยามได้เป็นแน่” เมิ่งฮ่าวฟังเสียงพูดจารอบๆ ตัวเขา แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้าร่วมวันแจกเม็ดยาครั้งนี้ แต่เขาก็รู้ว่า เมื่อไหร่ที่เม็ดยาถูกแจกออกไป ก็จะมีการต่อสู้มากมายเกิดขึ้น ในเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาเห็นการต่อสู้หลายครั้ง และบางทีก็มีการล้มตายเกิดขึ้น ถ้าวันนี้เป็นวันแจกเม็ดยาเฉพาะคนจริงๆ แล้ว การต่อสู้ก็คงเข้มข้นขึ้น เมิ่งฮ่าวยังคงรักษาไว้ซึ่งความเงียบขรึม พิจารณาถึงการที่เขาบรรลุแค่การรวบรวมลมปราณขั้นหนึ่ง คงไม่มีทางที่เขาจะรักษาเม็ดยาไว้ได้ เมื่อมองไปเห็นใบหน้าที่แสดงถึงความโลภที่อยู่รอบๆ ตัวเขา ทำให้เขาเข้าใจลึกซึ้งถึงคำว่า… Continue reading ตอนที่ 5 : เด็กผู้นี้ ไม่เลวเลย