ตอนที่ 388 : ทะลวงออกมาจากรังไหม


ในเวลาเดียวกันนั้น ตระกูลหานเสวี่ยก็ได้เคลื่อนย้ายทางไกล ไปยังยอดภูเขาสูงในสำนักจื่อยิ่นแห่งดินแดนด้านใต้เป็นเวลานานแล้ว สำนักจื่อยิ่นได้จัดเตรียมภูเขาลูกนี้ไว้เพื่อเป็นบ้านใหม่ของตระกูลหานเสวี่ย

เนื่องจากความงดงามของนาง หานเสวี่ยชานจึงกลายเป็นแรงดึงดูดความสนใจ จากนักปรุงยาของสำนักจื่อยิ่นไปเรียบร้อย ตระกูลหานเสวี่ยได้หลอมรวมเข้ากับสำนักจื่อยิ่น และหานเสวี่ยชานก็เลือกที่จะเข้าร่วมกับแผนกเม็ดยาบูรพา เดินตามความฝันของนางเพื่อกลายเป็นนักปรุงยา

หลังจากมาถึง ในที่สุดนางก็ได้ทราบข่าวว่าตานติ่งต้าซือได้ตัดขาดจากสำนักไปแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายว่านางรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ นางมีความรู้สึกสูญเสียอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกสงบนิ่งด้วยเช่นกัน

ถ้านางไม่ได้พบกับเมิ่งฮ่าว บางทีนางอาจจะรู้สึกสูญเสียมากไปกว่านี้ แต่ตอนนี้ ไม่ว่านางจะได้พบกับตานติ่งต้าซือหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป

หานเสวี่ยชานยืนอยู่บนยอดเขา มองตรงออกไปยังดินแดนสีดำ แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงมาสอดแทรกความคิดของนาง “เสวี่ยชานเม่ยเหม่ย (น้องสาวเสวี่ยชาน), ข้าได้ยินคนในตระกูลของเจ้าบอกว่า เจ้าได้พบกับเมิ่งต้าซือในเมืองเซิ่งเสวี่ย”

หานเสวี่ยชานมองกลับไปด้านหลัง ก็เห็นหญิงสาวที่งดงามอย่างน่าเหลือเชื่อ กำลังยืนอยู่ที่ด้านหลังนาง สวมใส่เสื้อคลุมยาวสีฟ้า ดูท่าทางสดใสและมีเสน่ห์ ละเอียดอ่อนจนดูเหมือนว่าแม้แต่ลมหายหายเพียงเล็กน้อยก็จะทำลายความประณีตนี้ไป ราวกับว่าสวรรค์และปฐพีได้นำทุกอย่างมากองรวมอยู่ที่ตัวนาง ราวกับว่านางเป็นหญิงสาวที่เดินออกมาจากภาพวาด เข้ามาเยือนโลกหล้าที่่ธรรมดาแห่งนี้

“ขอคารวะศิษย์พี่หญิงฉู่” หานเสวี่ยชานกล่าว ก้มศีรษะลง และจากนั้นก็โค้งตัวลงไปจนต่ำ ที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้านางไม่ใช่ใครอื่นนอกจากฉู่อวี้เยียน หญิงสาวที่งดงามมากที่สุด เท่าที่นางเคยเห็นตั้งแต่มาถึงสำนักจื่อยิ่น ด้วยความงดงามเช่นนี้ ก็ทำให้บางครั้งหานเสวี่ยชานพบว่านางค่อนข้างรู้สึกถูกรบกวนจิตใจเมื่อมองไปยังฉู่อวี้เยียน

นางเคยได้ยินข้อครหาถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวกับศิษย์พี่หญิงฉู่และตานติ่งต้าซือด้วยเช่นกัน

“บางทีมีแต่นางเท่านั้นที่จะคู่ควรกับตานติ่งต้าซือ” นางคิด เมื่อได้มองเห็นฉู่อวี้เยียนในตอนนี้ ก็ทำให้ความคิดของหานเสวี่ยชาน ทันใดนั้น ก็นึกไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางและเมิ่งฮ่าว ใบหน้าของเขาจู่ๆ ก็ปรากฎขึ้นในจิตใจนาง

“เสวี่ยชาน?” ฉู่อวี้เยียนกล่าวเสียงนุ่มนวล เดินเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย

ใบหน้าหานเสวี่ยชานเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ และนางก็ก้มศีรษะลงในทันที ลึกลงไปในจิตใจ นางรู้สึกค่อนข้างเอียงอาย สงสัยว่าทำไมนางถึงได้คิดถึงเมิ่งฮ่าวเช่นนี้ เขาเป็นคนที่ไม่อาจจะรับรู้ถึงเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับความรักได้

“ใช่แล้ว, ข้าได้พบกับเมิ่งต้าซือ” นางกล่าวตอบเสียงแผ่วเบา “มันเก่งในเรื่องการปรุงยา ถ้าไม่มีมัน ตระกูลหานเสวี่ยก็คงถูกกวาดล้างไปแล้ว และข้าก็คงจะไม่มาอยู่ในที่แห่งนี้”

“เมิ่งต้าซือนี้เป็นผู้ฝึกตนดินแดนสีดำ?” ฉู่อวี้เยียนถาม มองมายังหานเสวี่ยชาน

“ใช่แล้ว, มันเป็นผู้ฝึกตนดินแดนสีดำ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามว่า ปรมาจารย์จินกวง” ขณะที่นางพูด ใบหน้าของนางก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างต่อเนื่อง “พื้นฐานฝึกตนของมันลึกล้ำยากหยั่งถึง แม้แต่ต้นป้อมปราการหนามของพวกข้า มันก็ยังสามารถเร่งปฏิกิริยาได้ เต้าจื่อแห่งโม่ถู่กงก็หวาดกลัวมัน…แม้แต่โจวต้าซือก็ไม่อาจจะเทียบกับมันได้ในเรื่องของการปรุงยา ศิษย์พี่หญิงฉู่ ทำไมท่านถึงได้ถามเรื่องของมัน?”

ฉู่อวี้เยียนหัวเราะ นางมองไปยังหานเสวี่ยชาน และจากประสบการณ์ของนาง ก็สามารถบอกได้ว่าหญิงสาวเยาว์วัยผู้นี้กำลังตกอยู่ในห้วงความรัก เห็นได้ชัดว่า จิตใจของนางกำลังผูกติดอยู่กับผู้ฝึกตนดินแดนสีดำ, เมิ่งต้าซือ

“โอ, ไม่มีอะไร” นางกล่าวตอบพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ส่ายหน้า “เป็นเพราะว่าข้าได้ยินคนในตระกูลของเจ้ากล่าวถึงมันค่อนข้างบ่อย และข้าก็มีความสนใจในเต๋าแห่งการปรุงยาของมัน ข้าอยากรู้ว่ามันได้บรรลุไปถึงอาณาจักรอะไรแล้ว โชคร้ายที่มันไม่ได้อยู่ที่นี่ ดังนั้นข้าจึงคิดว่าควรจะสอบถามไปเรื่อยๆ” เมื่อพิจารณาว่าเมิ่งต้าซือเป็นผู้ฝึกตนดินแดนสีดำ มันก็ต้องไม่ใช่บุคคลที่นางคิดไว้ นางกำลังจะหันหลังและจากไป แต่หานเสวี่ยชานก็กล่าวต่อไป

“ถึงเมิ่งต้าซือจะไม่ได้อยู่ในดินแดนด้านใต้ แต่ข้าก็ยังมีเม็ดยาที่มันมอบให้ ศิษย์พี่หญิงฉู่ ท่านคิดว่าจะสามารถบอกถึงระดับเต๋าแห่งการปรุงยาของมัน ได้จากการดูยาเม็ดนี้หรือไม่?” ความหวัง ทันใดนั้น ก็สว่างไสวขึ้นมาบนใบหน้าของนาง หลังจากที่มาถึงสำนักจื่อยิ่น และเข้าร่วมแผนกเม็ดยาบูรพา ตอนนี้ นางก็มีความเข้าใจเกี่ยวกับระดับของนักปรุงยามากขึ้นกว่าเดิม นางอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับทักษะในการปรุงยาของเมิ่งฮ่าวอยู่เสมอมา

“ใช่แล้ว ข้าสามารถช่วยได้” ฉู่อวี้เยียนกล่าวตอบพร้อมยิ้มให้และพยักหน้า “มาดูกันว่าเมิ่งต้าซือที่เจ้าชอบมากมาย จะอยู่ในอาณาจักรอะไรกันแน่” เมื่อพิจารณาถึงศักดิ์ฐานะของนาง ปกติแล้วนางไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้มาก่อน หานเสวี่ยชานทำให้นางนึกถึงตัวเองเมื่อหลายปีที่ผ่านมา นางแอบถอนหายใจอยู่ลึกๆ ภายใน

เมื่อได้ยินคำพูดของฉู่อวี้เยียน ก็ทำให้หานเสวี่ยชานรู้สึกเอียงอายมากยิ่งขึ้น ก้มหน้าลง หยิบเม็ดยาที่เมิ่งฮ่าวมอบให้นางมาในทันที ฉับพลันที่นางยื่นส่งเม็ดยาไปให้ฉู่อวี้เยียน นางก็รู้สึกเสียใจ

นางจำได้ว่าเมิ่งฮ่าวเคยได้พูดเกี่ยวกับการนำเม็ดยาไปให้ตานกุ่ยต้าซือดู “มันอาจจะเพียงแค่พูดจาโอ้อวดเท่านั้น การมาเปิดเผยตัวตนของมันด้วยวิธีการเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่งจริงๆ…”

ในตอนนี้ หานเสวี่ยชานไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างน่าเหลือเชื่อของฉู่อวี้เยียน เมื่อนางมองไปยังยาเม็ดนั้น นางเริ่มหอบหายใจ ทำให้หานเสวี่ยชานต้องเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ ฉู่อวี้เยียนเดินโซเซถอยไปด้านหลังเล็กน้อย สีหน้าว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง

“ศิษย์พี่หญิงฉู่…”

ฉู่อวี้เยียนหลับตาลงสักพัก ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง นางมองไปยังตัวอักษร “雪 (เสวี่ย – หิมะ)” ซึ่งแกะสลักลงไปบนด้านข้างของเม็ดยา และจากนั้นก็มองกลับไปยังหานเสวี่ยชาน ด้วยเหตุผลบางอย่าง คลื่นแห่งความหงุดหงิดก็พุ่งขึ้นมาในจิตใจ

“มันมีนามว่าอะไร?” นางถาม กัดฟันที่สวยงามของนางจนแน่น

หานเสวี่ยชาน ทันใดนั้น ก็รู้สึกตกใจอยู่เล็กน้อย นางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “เมิ่ง…เมิ่งฮ่าว…”

“เจ้าเมิ่งฮ่าวบัดซบ!” ฉู่อวี้เยียนคำรามผ่านร่องฟัน ไม่อาจจะควบคุมปฏิกิริยาของตัวเองไว้ได้ เสียงของนางเต็มไปด้วยน้ำเสียงที่ซับซ้อน รวมถึงความหงุดหงิด แต่ก็มีความพึงพอใจด้วยเช่นกัน ตอนนี้นางรู้แล้วว่าเมิ่งฮ่าวไม่เพียงแต่จะปลอดภัยเท่านั้น แต่ก็ยังกระทำได้ดีเลยทีเดียว

นี่ทำให้ความหงุดหงิดในจิตใจของนางเริ่มรุนแรงมากขึ้น

หานเสวี่ยชานมองไปยังนาง ฉู่อวี้เยียนอยู่สูงกว่านางในแง่ของทั้งพื้นฐานฝึกตน และศักดิ์ฐานะในสำนัก แต่โทสะที่อยู่บนใบหน้าของหานเสวี่ยชานก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน

“ทำไมเจ้าถึงได้มีโทสะเพื่อมัน?” ฉู่อวี้เยียนกล่าวพร้อมกับถอนหายใจออกมา “เมิ่งฮ่าวก็คือตานติ่งต้าซือ มันและฟางมู่เป็นคนคนเดียวกัน!” ฉู่อวี้เยียนมองหานเสวี่ยชานเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็ยื่นส่งเม็ดยากลับไปให้นางและจากไป

หานเสวี่ยชานมีท่าทางราวกับว่าถูกสายฟ้าฟาดลงมา นางยืนอยู่ที่นั่นพร้อมสีหน้าว่างเปล่า จิตใจหมุนเคว้งคว้าง

“มันก็คือตานติ่งต้าซือ…”

ในเวลาเดียวกันนั้น ขณะที่เหตุการณ์นี้กำลังเกิดขึ้น ไกลออกไปในทะเลทรายตะวันตก ทะเลทรายอันกว้างใหญ่เต็มไปด้วยภัยพิบัติของพายุทรายที่เกิดขึ้นตลอดปี เสียงโอดครวญของสายลมซึ่งเต็มไปด้วยเม็ดทราย พัดม้วนไปมาทั่วพื้นดิน ทำให้มีแต่ความมืดครึ้มตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน

ใครก็ตามที่เข้ามายังสถานที่แห่งนี้ ก็สามารถบอกได้ว่า มันเป็นเขตอันตราย เป็นสถานที่ต้องห้ามอย่างแท้จริง

ในส่วนลึกของทะเลทรายอันกว้างใหญ่นี้ มีแท่นบูชาที่ถูกฝังอยู่ในพื้นทรายครึ่งหนึ่ง ที่วางอยู่ด้านในแท่นบูชาเป็นกล่องที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ ทันใดนั้น กล่องก็เริ่มเปล่งแสงแวววับขึ้นมา ในเวลาเดียวกันนั้น สายลมที่ด้านนอกก็เริ่มพัดรุนแรงมากขึ้น ขณะที่มันกวาดผ่านพื้นดิน แสงที่กระจายออกมานั้น ก็เริ่มกลายเป็นสิ่งที่ดูคล้ายกับเป็นดวงตะวันสีดำ ซึ่งสามารถกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ มันไปได้

เสียงกระหึ่มกึกก้องดังออกมาจากภายในแท่นบูชา ขณะที่กล่องนั้นจู่ๆ ก็ลอยขึ้นมาจากด้านใน แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ในขณะที่โลหิตจำนวนมากมายปรากฎขึ้นมาจากด้านใน โลหิตค่อยๆ เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างของคน, คนผู้นี้มีท่าทางอ่อนแอ ในที่สุด ใบหน้ามันก็เริ่มมองเห็นได้ชัดเจน

นี่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็นผู้ฝึกตนตัดวิญญาณชุดดำ ซึ่งถูกสังหารโดยมรดกฉีหนานแห่งตระกูลหานเสวี่ย!

มันยังไม่ได้ตายไปจริงๆ! ร่างกายของมันถูกสังหารไป แต่เต๋าของมันยังคงอยู่ แก่นแท้ของมันยังไม่ได้ถูกทำลายไป ชีวิตของมันก็ยังไม่ดับสูญ

เมื่อเวลาผ่านไป การเกิดใหม่ของร่างกายก็เสร็จสิ้น มันยกมือขวาขึ้นมา ทำให้มีเสื้อผ้าสีดำปกคลุมร่างกาย ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น และความโกรธอย่างน่ากลัวก็มองเห็นอยู่ในดวงตาของมัน

“คนที่ได้รับตราประทับทั้งหมดของมรดกเหล่านั้น ไม่ใช่คนที่จะตอแยด้วยได้” มันกล่าว “รอจนกว่าข้าจะหลุดออกไปจากสถานที่แห่งนี้…พวกเราต้องได้พบกันอีกครั้ง!”

อดีตเมืองเซิ่งเสวี่ยในตอนนี้กลายเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ หิมะลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ ปกคลุมไปบนร่างของผู้ฝึกตนห้าพันคน ซึ่งอยู่ในส่วนลึกของหลุม

ตรงกลางของผู้ฝึกตนทั้งหมดนี้เป็นรังไหม ที่มีความยาวประมาณหนึ่งจ้าง กลุ่มควันอันไร้ขอบเขตกระจายออกมาจากรังไหมเป็นระยะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา กลุ่มควันนี้ก็เริ่มเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

ทันใดนั้น เสียงแตกร้าวก็ได้ยินออกมา ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ ทั้งหมดมองไปยังรังไหม ซึ่งตอนนี้กำลังหดตัวลง เป็นเสียงที่เหมือนกับสายลมทันใดนั้นก็พุ่งขึ้นมา เสียงร้องนี้ดังก้องออกไปทั่วทุกทิศทาง

ถ้ามองไปอย่างละเอียด ก็จะพบว่าจริงๆ แล้ว ไม่ใช่สายลม แต่เป็นใยไหมที่อยู่รอบๆ รังไหม กำลังเริ่มคลายตัวออกมาจากด้านใน ในที่สุด รังไหมก็เล็กลง และการหดตัวก็เพิ่มความเร็วมากขึ้น จนกระทั่งมันไม่ใช่สายลมอีกต่อไป แต่เป็นกระแสน้ำวน

มันป้องกันไม่ให้ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ มองเห็น แต่ก็ไม่ได้ป้องกันกลุ่มควันอันเข้มข้นที่กระจายออกมา

ผู้ฝึกตนค่อยๆ เริ่มเดินถอยไปทางด้านหลัง มองขั้นตอนนี้ในช่วงเวลาธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอก อย่างช้าๆ มีเงาร่างผู้คนปรากฎขึ้นภายในกระแสน้ำวนนั้น สายฟ้าเต้นไปมารอบๆ ร่าง และใต้เท้าของเขาก็เป็นทะเลสาบแห่งสายฟ้า ดูราวกับว่าบุคคลผู้นี้ได้เข้าใจถึงเจตจำนงแห่งสายฟ้า และกำลังออกคำสั่งกับสายฟ้าเหล่านั้นอยู่ในตอนนี้

หลังจากที่โผล่ออกมาอย่างสมบูรณ์ กลุ่มผู้ฝึกตนก็มองเห็นใบหน้าของคนผู้นี้ได้อย่างชัดเจน แน่นอนว่านี่ก็คือ ปรมาจารย์จินกวง…เมิ่งฮ่าว!

เส้นผมที่ยาวของเขากระพือพริ้ว และเขาก็สวมใส่ชุดยาวสีเขียว มีหน้าตาหล่อเหลา ใต้เท้าเป็นทะเลสาบสายฟ้าที่ส่งเสียงปะทุออกมา และปะจุไฟฟ้าจำนวนมากมายจนนับไม่ถ้วนเต้นไปมาอยู่รอบๆ ร่าง ทำให้ดูราวกับว่าชุดยาวสีเขียวของเขาเป็นผ้าคลุมที่ถักทอขึ้นมาจากสายฟ้า

เมิ่งฮ่าวเอาชนะทัณฑ์สวรรค์ได้อย่างสมบูรณ์ พื้นฐานฝึกตนของเขาโคจรหมุนเวียน อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นสุดท้ายสร้างแกนลมปราณ ตอนนี้เขาเพียงแค่…อยู่ห่างจากขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งอีกไม่ไกลแล้ว

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ พื้นฐานฝึกตนของเขาตอนนี้แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง หลังจากที่เอาชนะทัณฑ์สวรรค์ แกนสีทองสมบูรณ์ของเขาก็มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น พลังที่กระจายออกมาจากพื้นฐานฝึกตน ก็ทำให้เขามีความเชื่อมั่นอย่างสูงสุดต่อขั้นสร้างแกนลมปราณนี้

ที่น่าตกใจมากไปกว่านั้นก็คือ การได้กลั่นสกัดความเข้นข้นของปราณในระดับสิบเอ็ด ซึ่งเป็นการกลั่นสกัดของพื้นฐานลมปราณ และหลังจากทัณฑ์สวรรค์ผ่านพ้นไป ร่างกายของเขาก็แข็งแรงเกินกว่าผู้ฝึกตนธรรมดาทั่วไป อันที่จริง แม้แต่ร่างกายของผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งก็ไม่อาจจะนำมาเปรียบเทียบกับเขาได้ ในแง่ของความแข็งแรงและความทนทาน

ทั้งหมดนี้ อย่างไรก็ตาม…เป็นเพียงแค่ส่วนรอง!

สิ่งที่ทำให้เมิ่งฮ่าวพึงพอใจมากที่สุดก็คือ หลังจากทัณฑ์สวรรค์ ร่างของเขาในตอนนี้ก็มีความต้านทานต่อสายฟ้าได้มากขึ้นกว่าเดิมจนถึงระดับน่าประหลาดใจ จริงๆ แล้ว แม้แต่สายฟ้าก็ยังได้เกิดขึ้นอยู่ภายในร่างเขา และวิชาเวทของเขาก็ประกอบไปด้วยกลิ่นอายของทัณฑ์สวรรค์

นี่เป็นโชคอย่างแท้จริงของเขา ที่ได้มาจากท่ามกลางทัณฑ์สวรรค์ นี่ไม่ใช่ความโชคดีที่ใครๆ ก็สามารถมีได้ มันเป็นความโชคดีที่ได้รับเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย และได้มาจากการเสียสละพลังชีวิตไปบางส่วน

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ขณะที่เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างเนิบนาบ กระแสน้ำวนจางหายไป และหยกผนึกอสูรก็บินขึ้นมา หายเข้าไปในถุงสมบัติ ดักแด้ไร้ตาลอยขึ้นมา และจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นแหวนสีขาว ซึ่งสอดเข้าไปในนิ้วของเมิ่งฮ่าว

เขาลูบแหวน รับรู้ได้ว่าถ้าไม่มีดักแด้ไร้ตา เขาก็คงไม่อาจจะเอาชนะทัณฑ์สวรรค์ได้

“นับจากนี้ไป เส้นทางของข้าจะไร้ขอบเขตเฉกเช่นทะเลและท้องฟ้า ด้วยพื้นฐานฝึกตนของข้า ตราบเท่าที่ข้ามีความระมัดระวังตัว ข้าสามารถท่องทะยานไปยังสถานที่ใดๆ ก็ได้”

ขณะที่เมิ่งฮ่าวเงยหน้าขึ้น ผู้ฝึกตนห้าพันคนที่อยู่รอบๆ ก็คุกเข่าลงเพื่อโขกศีรษะให้กับเขาในทันที

“ยินดีด้วยท่านปรมาจารย์!”


จบตอนดินแดนสีดำ … ขอพัก 1 สัปดาห์นะครับ

เริ่มลงตอนใหม่ จันทร์ที่่ 26 ธ.ค คร๊าบบบบบ

ตอนหน้าเริ่มตำนานบทใหม่ของเมิ่งฮ่าว ในทะเลทรายตะวันตก

ซึ่งสนุกกว่าในดินแดนด้านใต้อีกนะ เพราะพี่เมิ่งเริ่มเก่งแล้ว

แต่ขอเวลาผมเตรียมตัวหน่อยน้า แบบว่าแปลไม่ค่อยทันเลย 

สองตอนต่อวันนี่่ งานหนักมากเลยนะขอบอก จริงจิ๊ง (เสียงสูงด้วย)

375 thoughts on “ตอนที่ 388 : ทะลวงออกมาจากรังไหม

  1. ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ เราตามอ่านแบวมาราธอนมาตลอด ชอบท่านอู่เหยียมาก ๆ น่ารักอะไรขนาดนี้ แอร๊

    เป็นกำลังใจให้นะคะ : )

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s